..  

บริษัท ไทยเซเซน จำกัด
เราคือผู้นำในการผลิตและจำหน่ายลวดสแตนเลสคุณภาพสูงในประเทศไทย
 
 
English Language
 
nitaya@t-seisen.com     0-2324-0414 - 6  ต่อ 115  
Home > สินค้าและผลิตภัณฑ์ > การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า

สินค้าและผลิตภัณฑ์

สินค้าและผลิตภัณฑ์

บทความและสาระน่ารู้

ข่าวและกิจกรรม

เกี่ยวกับเรา

    _

แกลเลอรี่รูปภาพ

การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า

การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป

หลักในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า

                การประหยัดไฟฟ้า ต้องเริ่มจากการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างมีหลักเกณฑ์ ซึ่งข้อแนะนำต่อไปนี้จะเป็นเครื่องช่วยประเมินคุณค่าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะซื้อ ก่อนตัดสินใจควรพิจารณาดังนี้

                1.ควรทราบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พบเห็นนั้น กินไฟมากน้อยเพียงไร

                2.มีความเหมาะสมในการใช้งานหรือไม่

                3.สะดวกในการใช้สอย คงทน ปลอดภัยหรือไม่

                4.ภาระการติดตั้ง และค่าบำรุงรักษา

                5.พิจารณาคุณภาพ ค่าใช้จ่าย อายุใช้งาน มาประเมินออกมาเป็นตัวเงินด้วย

            ปริมาณการกินไฟ (กำลังไฟฟ้า) ของเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่างๆ

เครื่องใช้ไฟฟ้า

กำลังไฟฟ้า (วัตต์)

พัดลมตั้งพื้น

พัดลมเพดาน

โทรทัศน์ขาว-ดำ

โทรทัศน์สี

เครื่องเล่นวิดีโอ

ตู้เย็น 7-10 คิว

หม้อหุงข้าว

หม้อหุงต้มไฟฟ้า

หม้อชงกาแฟ

                        เตาไมโครเวฟ

เครื่องปิ้งขนมปัง

เครื่องทำน้ำอุ่น / ร้อน

เครื่องเป่าผม

เตารีดไฟฟ้า

เครื่องซักผ้าแบบมีเครื่องอบผ้า

เครื่องปรับอากาศ

เครื่องดูดฝุ่น

มอเตอร์จักรเย็บผ้า

20-75

70-100

28-150

80-180

25-50

70-145

450-1500

200-1500

200-600

100-1000

800-1000

2500-12000

400-1000

750-2000

3000

1200-3300

750-1200

40-90

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การคิดค่ากระแสไฟฟ้า

                ตัวอย่าง การคิดค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.2

สมมุติในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ผู้ใช้ไฟฟ้าใช้ไฟฟ้า 500 หน่วย

 

1.ค่าไฟฟ้าฐาน

            1.1ค่าพลังงานไฟฟ้า

                180 หน่วยแรก 150 x 1.8047                              เป็นเงิน                   270.705 บาท

                250 หน่วยต่อไป 250 x 2.7781                           เป็นเงิน                   694.525 บาท

                เกิน 400 หน่วยต่อไป (500 - 400) x 2.9780      เป็นเงิน                     297.80 บาท

                        รวมค่าไฟฟ้าฐาน                        เป็นเงิน                        1,303.93 บาท

Ft ที่เรียกเก็บเพิ่มจากค่าไฟฟ้าฐานประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2551 = 68.86 สตางค์ต่อหน่วย

 

2.ค่าไฟฟ้าผันแปร = 500 x (68.86 / 100)                        เป็นเงิน                     344.30 บาท

                 รวมค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร   เป็นเงิน                         1648.23 บาท

 

3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7                                                                 เป็นเงิน                     115.38 บาท

                     รวมค่าไฟฟ้าทั้งสิ้น                                     เป็นเงิน                         1763.61 บาท

 

5.1 ไฟฟ้าแสงสว่าง

ข้อแนะนำการใช้งาน

            1.ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้

            หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลอดนีออน” ลักษณะเป็นหลอดยาวมีขนาด 18 วัตต์ และ 36 วัตต์ หรือชนิดขดเป็นวงกลมมีขนาด 32 วัตต์ (หลอดชนิดนี้จะให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไส้ประมาณ 4-5 เท่า ถ้าใช้ปริมาณไฟฟ้าขนาดเท่ากัน อายุการใช้งานของหลอดฟลูออเรสเซนต์จะนานกว่าหลอดไส้ประมาณ 7 เท่า)

            2.หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดพิเศษ (หลอดซุปเปอร์)

                เป็นหลอดที่กินไฟเท่ากับหลอดผอมแต่ให้กำลังส่องสว่างมากกว่าหลอดทั่วๆไป เช่น หลอดผอมธรรมดาขนาด 36 วัตต์ จะให้ความสว่างประมาณ 2,600 ลูเมน (lm) แต่หลอดซุปเปอร์ให้ความสว่างถึง 3,300 ลูเมน (lm) ซึ่งจะทำให้สามารถลดจำนวนหลอดที่ใช้ลงได้

            3.หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ)

                หมายถึง หลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดเล็กที่ได้มีการพัฒนาเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้แทนหลอดไส้ได้ มีอายุการใช้งานมากกว่าหลอดไส้ 8-10 เท่า และใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหลอดไส้โดยจะประหยัดไฟได้ 75-80% (เนื่องจากอายุของหลอดขึ้นอยู่กับสภาพการติดตั้ง เช่น การระบายความร้อนและแรงดันไฟฟ้าด้วย) ปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ

                                3.1 หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายใน ที่เรียกว่าหลอดประหยัดไฟ เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ย่อขนาดลง มีบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์รวมอยู่ภายในหลอด สามารถนำไปใช้แทนหลอดไส้ชนิดหลอดเกลียวได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ใดๆ มีอยู่หลายขนาด คือ 9 W, 11 W, 13 W, 15 W, 18 W, 20 W ตัวอย่างเปรียบเทียบกับหลอดไส้ธรรมดา เป็นดังนี้

 

ให้แสงสว่าง

เท่ากับหลอดไส้

 

9 W

13 W

18 W

25 W

 

40 W

60 W

75 W

100 W

                   3.2 หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายนอก หลักการใช้งานเช่นเดียวกับหลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายใน แต่หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายนอกสามารถเปลี่ยนหลอดได้ง่ายเมื่อหลอดชำรุดตัวหลอดมีลักษณะงอโค้งเป็นรูปตัวยู (U) ภายในขั้วของหลอดจะมีสตาร์ทเตอร์อยู่ภายใน และมีบัลลาสต์อยู่ภายนอกมีหลายขนาด คือ

 

 

ให้แสงสว่าง

เท่ากับหลอดไส้

 

5 W

7 W

9 W

11 W

 

25 W

40 W

60 W

75 W

 

ข้อควรปฏิบัติเพื่อการประหยัดไฟฟ้าแสงสว่าง มีดังนี้

                1.ปิดสวิตช์ไฟ เมื่อไม่ใช้งาน

                2.ในบริเวณที่ไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างมากนัก เช่น เฉลียง ทางเดิน ห้องน้ำ ควรใช้หลอดที่มีวัตต์ต่ำ โดยอาจใช้หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายใน เนื่องจากมีประสิทธิภาพการให้แสงง ลูเมน / วัตต์ (lm / W)สูงกว่าหลอดไส้ และดีกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดไม่เกิน 18 วัตต์ ด้วย

                สำหรับบริเวณที่ต้องการแสงสว่างปกตินั้นหลอดผอมขนาด 36 วัตต์ จะมีประสิทธิภาพการให้แสง (ลูเมน/วัตต์) สูงกว่าหลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายในทั่วไปไม่ต่ำกว่า 10 % และยิ่งจะมีประสิทธิภาพการให้แสงมากขึ้น ถ้าเป็นหลอดผอมชนิดซุปเปอร์และใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟร่วมด้วย

                ดังนั้นจำนวนหลอดไฟที่ใช้และการกินไฟของหลอดผอมจะน้อยกว่าหลอดประหยัดไฟ

                3.หมั่นทำความสะอาดขั้วหลอด และตัวหลอดไฟ รวมทั้งโคมไฟและโป๊ะไฟต่างๆ

                4.ผนังห้องหรือเฟอร์นิเจอร์อย่าใช้สีคล้ำๆ ทึบๆ เพราะสีพวกนี้จะดูดแสง ทำให้ห้องดูมืดกว่าห้องที่ทาสีอ่อนๆ เช่น สีขาว หรือสีขาวนวล

                5.เลือกใช้โคมไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีแผ่นสะท้อนแสงทำด้วยอะลูมิเนียมเคลือบโลหะเงินจะสามารถลดจำนวนหลอดไฟลงได้ โดยแสงสว่างยังคงเท่าเดิม

                6.เลือกใช้ไฟตั้งโต๊ะ ในบริเวณที่ต้องการแสงสว่างเฉพาะแห่ง เช่น อ่านหนังสือ

                7.ใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟฟ้าควบคู่กับหลอดฟลูออเรสเซนต์

                                โดยบัลลาสต์ประหยัดไฟมี 2 แบบ คือ

                                7.1แบบแกนเหล็กประหยัดไฟฟ้า (LOW – LOSS MAGNETIC BALLAST)

                                7.2แบบอิเล็กทรอนิกส์ (ELECTRONIC BALLAST)

              8.ในการเลือกซื้อหลอดไฟ โดยเฉพาะหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้น ให้สังเกตปริมาณการส่องสว่าง(ลูเมน หรือ lm ) ที่กล่องด้วย เนื่องจากในแต่ละรุ่นจะมีค่าลูเมนไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีราคาแตกต่างกัน เช่น หลอดผอม 36 หรือ 40 วัตต์จะให้แสงประมาณ 2,000-2,600 ลูเมน  หลอดชนิดซุปเปอร์จะให้แสง 3,300 ลูเมน หลอดประหยัดไฟขนาด 11 วัตต์ (หลอดคอมแพคขนาด 11 วัตต์ หรือหลอดตะเกียบ) จะให้แสงประมาณ 500-600 ลูเมน เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงการกินไฟภายในบัลลาสต์ด้วย ซึ่งบัลลาสต์แกนเหล็กธรรมดาจะกินไฟมากส่วนบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์จะกินไฟน้อยมาก

 

ประโยชน์ของบัลลาสต์ประหยัดไฟฟ้า

                **บัลลาสต์ธรรมดากินไฟ ประมาณ 10-12 วัตต์ บัลลาสต์ประหยัดไฟกินไฟประมาณ 3-6 วัตต์

                **บัลลาสต์ธรรมดามีประสิทธิผลการส่องสว่าง 95-110% บัลลาสต์ประหยัดไฟมีค่าประสิทธิผลการส่องสว่าง 95-150%

                **การใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟช่วยให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีอุณหภูมิขณะทำงานไม่เกิน 75 องศาเซลเซียส ในขณะที่บัลลาสต์ธรรมดามีความร้อนจากขดลวดและแกนเหล็กถึง 110-120 องศาเซลเซียส

                **บัลลาสต์ประหยัดไฟมีอายุการใช้งานมากกว่าแบบธรรมดา 1 เท่าตัว แม้ราคาจะสูงกว่าบัลลาสต์แบบธรรมดา

 

คำแนะนำด้านความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง

                1.เมื่อจะเปลี่ยนหลอดควรดับหรือปลดวงจรไฟฟ้าแสงสว่างนั้น

                2.สังเกตบัลลาสต์ว่ามีกลิ่นเหม็นไหม้ หรือรอยเขม่าหรือไม่

                3.ถ้าเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ไม่ควรปล่อยให้ไฟกระพริบอยู่เสมอ หรือหัวหลอดแดงโดยไม่สว่าง เพราะอาจเกิดอัคคีภัยได้

                4.ขั้วหลอดต้องแน่นและไม่มีรอยไหม้ที่พลาสติกขาหลอด

                5.ไม่นำวัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น ผ้า กระดาษ ปิดคลุมหลอดไฟฟ้า

                6.ถ้าหลอดขาดหรือชำรุดบ่อย ให้ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าว่าสูงผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบผิดปกติให้รีบแจ้งการไฟฟ้านครหลวงทันที

                7.ถ้าโคมไฟเป็นโลหะและอยู่ในระยะที่จับต้องได้ควรติดตั้งสายดินด้วย มิฉะนั้นจะต้องเป็นประเภทฉนวน 2 ชั้น

                8.หลอดไฟที่ขาดแล้วควรใส่ไว้ตามเดิมจนกว่าจะเปลี่ยนหลอดใหม่              

                9.หลอดไฟขนาดเล็กที่ใช้ให้แสงสว่างตามทางเดินตลอดคืนซึ่งใช้เสียบกับเต้ารับนั้น อาจมีปัญหาเสียบไม่แน่นจนเกิดความร้อนและไฟไหม้ได้ นอกจากนี้วัสดุที่ใช้มักมีคุณภาพต่ำ ไม่ทนทานต่อความร้อน จึงไม่แนะนำให้ใช้ หรือเสียบทิ้งไว้โดยไม่มีผู้คนดูแล หากจะใช้ก็ไม่ควรมีวัสดุติดไฟได้อยู่ใกล้ๆ

                10.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย

 

5.2โทรทัศน์

            ประเภทของเครื่องรับโทรทัศน์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โทรทัศน์ขาวดำ และโทรทัศน์สีซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีรีโมทคอนโทรล กับไม่มีรีโมทคอนโทรล โดยทั่วไปโทรทัศน์สีจะกินไฟมากกว่าโทรทัศน์ขาวดำประมาณ 1-3 เท่า และโทรทัศน์สีที่มีรีโมทคอนโทรลจะกินไฟมากกว่าโทรทัศน์สีที่ไม่มีรีโมทคอนโทรลที่มีขนาดเดียวกัน

เพราะมีวงจรเพิ่มเติม และกินไฟตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ใช้ เครื่องรีโมทคอนโทรลก็ตาม โทรทัศน์ขนาดใหญ่ก็จะกินไฟมากกว่าขนาดเล็ก

วิธีใช้เครื่องรับใช้โทรทัศน์ให้ประหยัดพลังงาน คือ

                1.ควรเลือกดูรายการเดียวกัน

                2.ปิดเมื่อไม่มีคนดู

                3.ถอดปลั๊กเมื่อไม่ได้ใช้งาน นอกจากจะกินไฟแล้วโทรทัศน์จะชำรุดได้ง่ายด้วย

                4.ถ้าผู้ใช้นอนหลับหน้าโทรทัศน์บ่อยๆ ควรติดสวิตช์ตั้งเวลาเพิ่ม

คำแนะนำด้านความปลอดภัยในการใช้โทรทัศน์

                1.ควรติดตั้งเสาอากาศให้มั่นคงแข็งแรง แล้วยึดด้วยลวดไม่ต่ำกว่า 3 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้เสาล้มไม่ควรติดตั้งเสาอากาศทีวีให้สูงเกินความจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงฟ้าผ่าลงที่เสา นอกจากนี้ควรให้เสาห่างจากแนวสายไฟฟ้าแรงสูงเพื่อไม่ให้เสาล้มพาดสายแรงสูงและเกิดอันตรายได้

                2.อย่าเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ในขณะที่ตัวเปียกชื้น และไม่ควรจับเสาอากาศโทรทัศน์ด้วย

                3.ให้ปิดโทรทัศน์ ถอดปลั๊กไฟและขั้วสายอากาศออกในขณะที่มีฝนฟ้าคะนอง เพื่อป้องกันโทรทัศน์ชำรุด

                4.อย่าดูโทรทัศน์ใกล้เกินไปจะทำให้สายตาเสีย หรือได้รับรังสี และคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามากเกินไป

                5.วางโทรทัศน์ในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

                6.อย่าถอดซ่อมด้วยตัวเอง เนื่องจากภายในมีระบบไฟฟ้าแรงสูงอยู่ด้วย

                7.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย

               

5.3ตู้เย็น

        การซื้อตู้เย็นนอกจากจะต้องคำนึงถึงราคาแล้ว ควรจะพิจารณาถึงลักษณะและระบบของตู้เย็น เพื่อประหยัดพลังงานดังต่อไปนี้

                1.ควรเลือกซื้อตู้เย็นที่มีสลากประหยัดไฟ โดยเป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ที่ตู้เย็น ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองคุณภาพโดยกำหนดเป็นตัวเลขดังนี้

                                เลข 5 ดีมาก             หมายถึง                      ประสิทธิภาพสูงสุด

                                เลข 4 ดี                    หมายถึง                     ประสิทธิภาพสูง

                                เลข 3 ปานกลาง      หมายถึง                      ประสิทธิภาพปานกลาง

                                เลข 2 พอใช้            หมายถึง                      ประสิทธิภาพพอใช้

                                เลข 1 ต่ำ                หมายถึง                       ประสิทธิภาพต่ำ

                2.ควรพิจารณาขนาดให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว ขนาดประมาณ 2.5 ลูกบาศก์ฟุต (คิว) สำหรับสมาชิด 2 คนแรกของครอบครัว แล้วเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ลูกบาศก์ฟุต ต่อ 1 คน

                3.ควรเลือกตู้เย็นที่มีฉนวนกันความร้อนหนา และเป็นชนิดโฟมอัด เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียความเย็นมาก

                4.ตู้เย็น 2 ประตูกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดความจุเท่ากัน เนื่องจากใช้ท่อน้ำยาเย็นที่ยาวกว่า แต่ตู้เย็น 2 ประตู จะมีการสูญเสียความเย็นน้อยกว่า

                5.ตู้เย็นชนิดที่ไม่มีน้ำแข็งจับจะกินไฟมากกว่าชนิดที่มีปุ่มกดละลายน้ำแข็ง

                6.ควรเลือกซื้อตู้เย็นที่ใช้กับระบบไฟฟ้า 220-230 โวลต์เท่านั้น ถ้าใช้ชนิด 110-120 โวลต์จะต้องใช้หม้อแปลงลดแรงดันทำให้เกิดไฟมากขึ้น

วิธีใช้ตู้เย็นให้ประหยัดพลังงาน           

                1.ก่อนใช้ควรศึกษาคู่มือการใช้และปฏิบัติตามคำแนะนำ

                2.ตั้งไว้ในที่เหมาะสม ควรตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร

                3.อย่าตั้งใกล้แหล่งความร้อน ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้เตาไฟ หรือแหล่งความร้อนอื่น และไม่ควรให้โดนแสงแดด

                4.ปรับระดับให้เหมาะสม เวลาตั้งตู้เย็นให้ปรับระดับด้านหน้าของตู้เย็นสูงกว่าด้านหลังเล็กน้อย เพื่อเวลาปิดน้ำหนักของประตูตู้เย็นจะถ่วงให้ประตูปิดเข้าไปเอง

                5.หมั่นตรวจสอบยางขอบประตู ไม่ให้มีรอยรั่วหรือเสื่อมสภาพ

                6.อย่าเปิดตู้เย็นบ่อยๆ เมื่อเปิดแล้วต้องรีบปิด

                7.ละลายน้ำแข็งสม่ำเสมอ เพื่อให้การทำความเย็นมีประสิทธิภาพสูง

                8.ถอดปลั๊ก กรณีไม่อยู่บ้านหลายวันหรือไม่มีอะไรในตู้เย็น

คำแนะนำด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับตู้เย็น

                1.ควรติดตั้งระบบสายดินกับตู้เย็นผ่านทางเต้าเสียบ – เต้ารับที่มีสายดิน

                2.ใช้ไขควงลองไฟตรวจสอบตัวตู้เย็นว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ตู้เย็นที่ไม่มีสายดินนั้นการกลับขั้วที่ปลั๊กอาจทำให้มีไฟรั่วน้อยลงได้

                3.ตู้เย็นที่ดีควรจะมีสวิตช์อัตโนมัติปลดออกและสับเองด้วยการหน่วงเวลาเมื่อมีไฟดับ – ตก มิฉะนั้นจะต้องถอดปลั๊เข้าอีกครั้งเมื่อไฟมาปกติแล้ว 3-5 นาที

                4.หลอดไฟในตู้เย็นถ้าขาด ไม่ควรเอาหลอดออกจนกว่าจะมีหลอดใหม่มาเปลี่ยน

                5.อย่าปล่อยให้พื้นบริเวณประตูตู้เย็นเปียก เพราะอาจเป็นสื่อไฟฟ้าอย่างดีให้ปูด้วยพรมหรือพื้นยางก็ได้ ส่วนบริเวณมือจับก็ควรมีผ้าหรือฉนวนหุ้มด้วย

                6.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย

               

    5.4 เครื่องปรับอากาศ

                1.ควรเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีสลากประหยัดไฟ โดยเป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ที่เครื่องปรับอากาศซึ่งสำนังานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองคุณภาพโดยกำหนดเป็นตัวเลขดังนี้

                     เลข 5 ดีมาก           หมายถึง                 ประสิทธิภาพสูงสุด

                                 เลข 4 ดี                   หมายถึง                ประสิทธิภาพสูง

                                เลข 3 ปานกลาง    หมายถึง                   ประสิทธิภาพปานกลาง

                                เลข 2 พอใช้            หมายถึง                 ประสิทธิภาพพอใช้

                                เลข 1 ต่ำ                หมายถึง                  ประสิทธิภาพต่ำ

                2.ควรเลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับห้องที่ต้องการจะติดตั้ง โดยที่ความสูงของห้องไม่เกิน 3 เมตร ควรเลือกขนาดตามตารางต่อไปนี้

               

พื้นที่ห้องตามความสูง

ไม่เกิน 3 ม. (ตร.ม.)

ขนาดของเครื่องปรับอากาศ

(บีทียู / ชั่วโมง)

13-14

16-17

20

23-24

30

40

7000-9000

9000-12000

11000-13000

13000-16000

18000-20000

24000

 

 

                3.ชนิดของเครื่องปรับอากาศที่นิยมใช้ในบ้านอยู่อาศัย ในปัจจุบันมีจำหน่ายในท้องตลาด 3 ชนิด คือ

                                3.1ชนิดติดหน้าต่าง จะเหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะที่ติดตั้งวงกบหน้าต่าง ติดกระจกช่องแสงติดตาย บานกระทุ้ง บานเกล็ด เป็นต้น มีขนาดตั้งแต่ 9,000-24,000 บีทียู/ชม. มีค่าประสิทธิภาพ (EER = บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์) ตั้งแต่ 7.5-10 บีทียู/ชม./วัตต์

                                3.2ชนิดแยกส่วนติดฝาผนังหรือแขวน เหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะทึบจะติดตั้งได้สวยงาม แต่จะมีราคาแพงกว่า เมื่อเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศชนิดต่างๆ ที่มีขนาดเท่ากัน (บีทียู/ชม.) เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ส่วยใหญ่จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า และจะมีสวิตช์ควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับควบคุมอุณหภูมิความเย็นของห้อง มีขนาดตั้งแต่ 8,000-24,000 บีทียู/ชม. ค่า EER ตั้งแต่ 7.5-13 บีทียู/ชม./วัตต์

                                3.3เครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วนตั้งพื้น จะเหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะห้องที่เป็นกระจกทั้งหมด ผนังทึบซึ่งไม่อาจเจาะช่องเพื่อติดตั้งได้ เมื่อเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศชนิดต่างๆ ที่มีขนาดเท่ากัน เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่า มีขนาดตั้งแต่ 12,000-36,000 บีทียู/ชม. มีค่า EER ตั้งแต่ 6-11 บีทียู/ชม./ วัตต์

 

วิธีใช้เครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงาน

                1.ติดตั้งในที่เหมาะสม คือต้องสูงจากพื้นพอสมควร สามารถเปิด-ปิดปุ่มต่างๆ ได้สะดวก และเพื่อให้ความเย็นเป่าออกจากเครื่องได้หมุนเวียนภายในห้องอย่างทั่วถึง

                2.อย่าให้ความเย็นรั่วไหล ควรจะปิดประตูหรือหน้าต่างห้องให้มิดชิด

                3.ปรับปุ่มต่างๆ ให้เหมาะสม เมื่อเริ่มเปิดเครื่องควรตั้งความเร็วพัดลมไปที่ตำแหน่งสูงสุด เมื่อความเย็นพอเหมาะแล้วให้ตั้งไปที่อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส

                4.หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ อุปกรณ์ในระบบปรับอากาศและตะแกรง รวมทั้งชุดคอมเดนเซอร์ เพื่อให้อากาศผ่านเข้าออกได้สะดวกจะประหยัดไฟโดยตรง

                5.ใช้พัดลมระบายอากาศเท่าที่จำเป็น

                6.ควรปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้

                7.ในฤดูหนาวขณะที่อากาศไม่ร้อนมากเกินไป ไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศ

                8.หมั่นตรวจสอบ ล้าง ทำความสะอาดตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด

                9.หน้าต่างหรือบานกระจกควรป้องกันรังสีความร้อนที่จะเข้ามาดังนี้

                                **ใช้อุปกรณ์บังแดดภายนอกมิให้กระจกถูกแสงแดด เช่น ผ้าใบ หรือแผงบังแดด หรือร่มเงาจากต้นไม้

                                **ใช้กระจกหรือติดฟิล์มที่สะท้อนรังสีความร้อน

                                **ใช้อุปกรณ์บังแดดภายใน เช่น ผ้าม่าน มู่ลี่ (กระจกด้านทิศใต้ให้ใช้ใบอยู่ในแนวนอน กระจกทิศตะวันออก-ตกให้ใช้ใบที่อยู่ในแนวดิ่ง)

                10.ผนังหรือเพดานโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านที่มีแสงแดดส่องจะเก็บความร้อนไว้มาก ทำให้มีการสูญเสียพลังงานมาก จึงควรป้องกันดังนี้

                                **บุด้วยฉนวนกันความร้อนหรือแผ่นฟิล์มอะลูมิเนียมสะท้อนรังสีความร้อน

                                **ทำที่บังแดด/หลังคา/ปลูกต้นไม้ด้านนอก

                11.พยายามอย่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างก็เป็นตัวให้ความร้อน จึงควรปิดไฟเมื่อไม่มีความจำเป็น

                12.ชุดคอนแดนเซอร์ที่ใช้ระบายความร้อนสู่ภายนอก

                                **ควรถูกแสงแดดให้น้อยที่สุด

                                **ขจัดสิ่งกีดขวางทางลมให้ระบายอากาศได้สะดวก

                                **อย่าติดตั้งให้ปะทะกับลมธรรมชาติโดยตรง

 

คำแนะนำด้านความปลอดภัยของเครื่องปรับอากาศ

                1.ติดตั้งระบบสายดินกับเครื่องปรับอากาศและทดสอบไฟรั่วด้วยไขควงลองไฟ

                2.เครื่องตัดไฟรั่วขนาดไม่เกิน 30 mA. หากป้องกันวงจรของเครื่องปรับอากาศด้วย อาจมีปัญหาเครื่องตัดไฟรั่วทำงานบ่อยขึ้น ควรหลีกเลี่ยงโดยการแยกวงจรออก และใช้ขนาดไม่ต่ำกว่า 100 mA. ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง

                3.ติดตั้งเบรกเกอร์หรือสวิตช์อัตโนมัติและควบคุมวงจรโดยเฉพาะ

                4.กรณีมีไฟตกหรือไฟดับ ถ้าไม่มีสวิตช์ปลดสับเองโดยอัตโนมัติต้องรีบปิดเครื่องทันทีก่อนที่จะมีไฟมา

 

 

 

 

 

QMS:TQ003
JIS No.
JQTH 08002
 
บริษัท ไทยเซเซน จำกัด
เราคือโรงงานผลิตลวดสแตลเลสคุณภาพสูงในประเทศไทย ผลิตเส้นลวดสแตนเลสสำหรับใช้งานทั่วไป ลวดสแตนเลสสำหรับทำน๊อตสกรู ลวดสแตนเลตสำหรับตะข่าย ลวดสแตนเลสสำหรับทำสปริง ลวดสแตนเลสสำหรับงานเชื่อมหรือลวดเชื่อม
ที่อยู่ นิคมอุตสาหกรรมบางปู เลขที่ 533 หมู่4 ซอย8 ตำบลแพรกษา อำเภอเมือง จ.สมุทรปราการ 10280 ประเทศไทย
ติดต่อ : คุณ นิตยา อีเมล์ : nitaya@t-seisen.com  TEL.02 324 0414-6 ต่อ 115 FAX : 02 324 0419