..  

บริษัท ไทยเซเซน จำกัด
เราคือผู้นำในการผลิตและจำหน่ายลวดสแตนเลสคุณภาพสูงในประเทศไทย
 
 
English Language
 
nitaya@t-seisen.com     0-2324-0414 - 6  ต่อ 115  
Home > สินค้าและผลิตภัณฑ์ > ประวัติเรื่องราวการคิดค้นผลิตสแตนเลส
ประวัติเรื่องราวการคิดค้นผลิตสแตนเลส
   
 

 โลหะที่ทนต่อการกัดกร่อนถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักโลหะวิทยาชาวฝรั่งเศส  ปิแอร์ เบอร์แทร์ (Pierre Berthier) ในปี ค.ศ. 1821 เขาพบว่าเมื่อโลหะผสมกับโครเมียมจะมีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนจากกรดบางชนิด อย่างไรก็ตาม โลหะผสมโครเมียมในยุคนั้นยังมีความเปราะสูง แม้ต่อมาในปี 1875 บรัสท์สเลอิน (Brustlein) ชาวฝรั่งเศส จะได้ค้นพบว่า จุดสำคัญของเหล็กกล้าโครเมียมต้องควบคุมปริมาณคาร์บอนให้ต่ำมากมากที่ประมาณ 0.15 % ก็ตาม แต่ยังไรก็ตามด้วยเทคโนโลยียุคนั้นก็ยังไม่สามารถผลิตโลหะที่มีคาร์บอนต่ำได้

ปี 1872 หลังการค้นพบของ ปิแอร์ เบอร์แทร์ (Pierre Berthier) กว่า 50 ปี มีชาวอังกฤษสองคนคือ วูดส์และคลาร์ค (Woods and Clark) ได้จดสิทธิบัตรโลหะที่ทนต่อการกัดกร่อนจากสภาพอากาศและกรดเป็นครั้งแรก โดยประกอบด้วย โครเมียม 30-35 % และทังสเตน 1.5-2.0 %

โลหะทนต่อการกัดกร่อนมีการพัฒนาอย่างมากในยุคหลังศตวรรษที่ 19 เมื่อ ฮันส์ โกลชมิดท์ (Hans Goldschmidt ) ชาวเยอรมัน ได้พัฒนากระบวนการผลิตที่สามารถผลิตโลหะที่มีคาร์บอนต่ำได้ ในปี 1895 และหลังจากนั้นเพียง 10 ปี ก็มีนักวิทยาศาสตร์ขาวฝรั่งเศษ ลีอ็อน กิวล์เลด (Leon Guillet) ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยโลหะผสม ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันว่าคือสเตนเลสกลุ่มเฟอร์ริติกบางชนิด และออสเทนนิติกกลุ่ม 300

การผลิตโลหะทนต่อการกัดกร่อนในเชิงอุตสาหกรรมเริ่มต้นจริงๆ ในปี 1908 เมื่อบริษัท ครุปป์ไอออนเวิร์ค (Krupp Iron Works) ของเยอรมันได้นำเหล็กกล้าผสมโครเมียม-นิกเกิลมาผลิตเป็นตัวเรือเดินสมุทร นอกจากนั้น บรัษัทยังได้พัฒนาเหล็กกล้าออสเทนนิติกด้วยส่วนผสม คาร์บอน < 1% นิกเกิล < 20% และ โครเมียม 15-40 % ระหว่างปี ค.ศ. 1912-1914

ในระหว่างปี 1904-1908 มีการศึกษาและเสนอผลงานวิจัยคิดค้นมากมาย ทั้งในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน โดยผลงานที่โดดเด่นได้แก่การตีพิมพ์ผลงานรายละเอียดของเหล็กกล้าผสมโครเมียม – นิกเกิลของ จิเซน (Giesen) ชาวอังกฤษ  ผลงานการพัฒนาเหล็กกล้าผสมโครเมียมของ พอร์ทีวิน (Portevin) ชาวฝรั่งเศส และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผลงานของชาวเยอรมันสองท่าน  พี มอนนาร์ท และ ดับบิว บอร์เชอร์ส (P. Monnartz and W. Borchers) ที่ได้ค้นพบว่าเหล็กกล้าที่ทนต่อการกัดกร่อนต้องมีโครเมียมผสมอย่างน้อย 1.5 %

อุตสาหกรรมการผลิตเหล็กกล้าทนการกัดกร่อน เพื่อการค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีความรุ่งเรื่องอย่างมากในยุคเริ่มต้นอยู่ระหว่าง ปี 1911-1913 เริ่มที่ปี 1911 เอลวูด เฮย์เนส (Elwood Haynes) ชาวอเมริการได้คิดค้นและผลิตมีดโกนหนวดไร้สนิมเป็นผลสำเร็จ โดยมีส่วนผสมของโครเมียม 14-16 % และ คาร์บอน 0.07-0.15 % ในขณะที่ แฮร์รีย์ เบรียรเลย์ (Harry Brearley) ชาวอังกฤษได้คิดค้นและผลิตลำกล้องปืนที่ทนต่อการกัดกร่อนเป็นผลสำเร็จด้วยส่วนผสมโครเมียม 6-15% คาร์บอน ประมาณ 0.2 % นอกจากนี้ แฮร์รีย์ เบรียรเลย์ ยังได้นำโลหะที่ค้นพบนี้ไปผลิตเป็น มีด กรรไกร และเครื่องครัวอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เขาได้ตั้งชื่อเหล็กกล้าที่ทนต่อากรกัดกร่อนนี้ว่า “Rustless steel” ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อเป็น คำว่า “stainless steel” ด้วยคำแนะนำของเออร์เนส์ท สะทูอาร์ท (Ernest Stuart) เจ้าของโรงงานผลิตพวกเครื่องใช้คัดเตอร์รีที่คิดว่ามีความไพเราะกว่าในปี 1912  ต่อมาในปี 1913 ในงานแสดงนิทรรศการที่กรุงเวียนนา แม็ค เมียวแมนน์ (Max Mauermann) ชาวโปแลนได้นำเสนอผลงานว่าเขาได้ผลิตสเตนเลสสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 1912

 

 

 บุคคลที่มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการค้นคว้าและพัฒนาสเตนเลส

ปิแอร์ เบอร์แทร์ (Pierre Berthier) ชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่ค้นพบโลหะเมื่อผสมกับโครเมียมจะมีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนจากกรดบางชนิด มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ. 1782 -1861

ฮันส์ โกลชมิดท์ (Hans Goldschmidt ) ชาวเยอรมัน ได้พัฒนากระบวนการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูง เป็นผลให้การพัฒนาสเตนเลสใกล้ความจริงมากขึ้น มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ. 1861 -1923

ลีอ็อน กิวล์เลด (Leon Guillet) ชาวฝรั่งเศส ผลงานตีพิมพ์โลหะผสมบางชนิดที่ปัจจุบันก็คือ สเตนเลสเฟอร์ริติกบางชนิดและออสเทนนิติกกลุ่ม 300 มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ.1873 –1946

 

เอลวูด เฮย์เนส (Elwood Haynes) ชาวอเมริกา เป็นผู้พัฒนาและผลิตสเตนเลสเชิงอุตสาหกรรมเป็นคนแรกของอเมริกา มีชีวิตอยู๋ระหว่างปี ค.ศ. 1857-1925

 

แฮร์รีย์ เบรียรเลย์ (Harry Brearley) เชาวอังกฤษ ป็นผู้ผลิตสเตนเลสชนิดเฟอร์ริติกในเชิงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าแรกของอังกฤษ มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1871–1948

 

 

แม็ค เมียวแมนน์ (Max Mauermann) ชาวโปแลน เติบโตทำงานและเสียชีวิตที่ออสเตรีย ได้นำเสนอผลงานการผลิตสเตนเลสเป็นคนแรกในงานนิทรรศการที่กรุงเวียนนา มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1868 – 1929

 

 

 ลำดับเหตุการณ์ที่มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการค้นคว้าและพัฒนาสเตนเลส

 

ค.ศ. 1821           นักโลหะวิทยาชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ เบอร์แทร์ (Pierre Berthier) เกิดที่เมือง นิมเอาร์ (Nemours) ศึกษาที่โพลิเทคนิคอีโคล (École Polytechnique) หลังสำเร็จการศึกษา ปี 1816 ได้ทำงานเป็นหัวหน้าห้องปฏบัติการทดสอบ ผลงานที่สร้างชื่อคือเป็นผู้คนพบแร่บอกไซต์ ( Bauxite ) และ เบอร์ทิไรต์ (Berthierite : FeSb2S4) นอกจากนี้ยังเป็นผู้ค้นพบโลหะเมื่อผสมกับโครเมียมจะมีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนจากกรดบางชนิด และเสนอว่าโลหะผสมนี้ เหมาะแก่การนำมาใช้เป็น มีด กรรไกร แต่ในยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่สามารถผลิตเหล็กกล้าที่มีคาร์บอนต่ำและโครเมียมสูงได้ ดังนั้น โลหะผสมโครเมียมในยุคนั้นจึงมีความเปราะสูง มีชีวิตอยู่ระหว่าง  3 กรกฎคม 1782 -24 สิงหาคม 1861

 

ค.ศ. 1872           ชาวอังกฤษ 2 คน คือ วูดส์และคลาร์ค (Woods and Clark) ได้จดสิทธิบัตรโลหะที่ทนต่อสภาพอากาศและกรด ประกอบด้วยโครเมียมร้อยละ 30-35 และทังสเตน ร้อยละ 1.5-2.0

 

ค.ศ. 1875           บรัสท์สเลอิน (Brustlein) ชาวฝรั่งเศส ได้ค้นพบว่า จุดสำคัญของเหล็กกล้าโครเมียมต้องควบคุมปริมาณของคาร์บอนในระดับต่ำมากมาก ประมาณที่ร้อยละ 0.15

 

ค.ศ. 1895           ฮันส์ โกลชมิดท์ (Hans Goldschmidt ) ชาวเยอรมัน เกิดที่เมือง เบอร์ลิน (Berlin) ศึกษาที่ โรเบิร์ท บันเซน (Robert Bunsen) เขามีความสนใจที่จะผลิตโลหะบริสุทธ์โดยการหลีกเลี่ยงการใช้คาร์บอนในขบวนการหลอมโลหะ  และต่อมาถึงรู้ว่าผลของมันทำให้โลหะมีคุณสมบัติการเชื่อมได้ดี ในปี  1983 ได้พัฒนากระบวนการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงของผงอะลูมิเนียมและออกไซด์ของโลหะ (aluminothermic) เพื่อผลิตคาร์บอน-ฟรี โครเมียม เป็นผลให้การพัฒนาสเตนเลสใกล้ความจริงมากขึ้น มีชีวิตอยู่ช่วง 18 มกราคม ค.ศ 1861-21 พฤษภาคม ค.ศ. 1923

 

ค.ศ. 1904           ลีอ็อน กิวล์เลด (Leon Guillet) ลีโอน กุดเลด (Leon Guillet) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยโลหะผสม  ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทราบกัน คือสเตนเลสกลุ่ม 410 420 442 446 และ 440-C  ต่อมาปี ค.ศ. 1906 เขาก็ได้ตีพิมพ์ผลงานการศึกษาเกี่ยวกับโลหะผสม เหล็ก-นิกเกิล-โครเมียม ซึ่งเป็นส่วนผสมพื้นฐานทางโลหะวิทยาของสเตนเลสกลุ่ม 300  มีชีวิตอยู่ระหว่าง 11 กรกฎคม ค.ศ. 1873 – 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1946

 

ค.ศ. 1908           บริษัท ครุปป์ไอออนเวิร์ค (Krupp Iron Works) ได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศเยอรมัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลิตเหล็กกล้าผสมโครเมียม-นิกเกิล เพื่อผลิตตัวเรือสำหรับท่องเที่ยว โดยเรือที่ทำลำแรกเรียกว่า ฮาฟมูน (Half Moon) ซึ่งเรือนี้ได้จมลงทางฝั่งตะวันออกของรัฐฟลอริดา โดยเป็นที่ไม่แน่นอนว่าตัวเรือมีโครเมียมผสมอย่างน้อย 10.5 % หรือไม่ แต่พนักงานสองคนของ ครุปป์ เอดูอัร์ด เมาเรอร์ และ เบนโน สตราอัสส์ (Eduard Maurer and Benno Strauss) ได้พัฒนาเหล็กกล้าออสเทนไนตริก โดยมีส่วนผสมของ คาร์บอน < 1% นิกเกิล < 20% และ โครเมียม 15-40 % ระหว่างปี ค.ศ. 1912-1914

 

ค.ศ. 1909           จิเซน (Giesen) ชาวอังกฤษ ได้ตีพิมพ์ผลงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหล็กกล้าผสมโครเมียม-นิกเกิล  ในขณะที่ ชาวฝรั่งเศสนาม พอร์ทีวิน (Portevin) กำลังทำการศึกษาและพัฒนาสเตนเลสที่เราเรียกชนิด 430 อยู่ในปัจจุบัน

 

ค.ศ. 1911           พี มอนนาร์ท และ ดับบิว บอร์เชอร์ส (P. Monnartz and W. Borchers) ชาวเยอรมัน  ทั้งสองได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์ของโครเมียมต่อผลของการต้านทานการกัดกร่อน โดยอย่างน้อยต้องมีโครเมียมไม่ต่ำกว่า 10.5 % นอกจากนี้ในผลงานตีพิมพ์ยังได้กล่าวถึงผลของโมลิดีนัมต่อทนการกัดกร่อนอย่างละเอียดด้วย

 

ค.ศ. 1911           เอลวูด เฮย์เนส (Elwood Haynes) นักโลหะวิทยาชาวอเมริกา มีชีวิตอยู่ช่วง 14 ตุลาคม ค.ศ. 1857 -12 เมษายน 1925  เกิดที่เมืองพอร์ทแลน รัฐอินเดียนะ (Portland, Indiana) เมื่อตอนเด็กอายุได้ 15 ปี เขามีความสนใจด้านเคมีและโลหะการเป็นอย่างมาก ด้วยความช่วยเหลือจากปู่ของเขา ทำให้เขาสามารถสร้างเตาหลอมที่ใช้กับทองแดง ทองเหลือง และเหล็กได้  เขาเข้าศึกษาที่สถาบันวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรมที่วอร์เซสเตอร์ แมสชาชูเสท (Worcester, Massachusetts) ในปีสุดท้ายของการศึกษาเขาเลือกเรียนเกี่ยวกับโลหะวิทยา การวิเคราะห์และสำรวจแร่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาใบมีดโกน และงานวิทยานิพนธ์สำเร็จการศึกษาของเขาคือเรื่อง ”ผลของทังสเตนต่อเหล็กและเหล็กกล้า” (The effects of Tungsten on Iron and Steel) เขาใช้เวลามากมายกับห้องทดสอบในสถาบันเพื่อศึกษาเกี่ยวกับทังสเตนและโลหะอื่นก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1881

หลังจากนั้นเขากลับบ้านทำงานเป็นครูสอนหนังสือ ต่อมาในปี 1884 เขาตัดสินใจเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอฟคิน ใน บาลติมอ เมริแลน (Johns Hopkins University) ที่นี่เขาเลือกเรียนทางเคมีและชีววิทยาและเรียนเพิ่มเติมเทคนิคทางโลหะวิทยา และเมื่อแม่เขาเสียชีวิตในปี 1885 เขาก็ตัดสินใจลาออกจากมหาลัย ในขณะที่ยังไม่จบปีที่ 2 ดี ซึ่งตัวเขาเองไม่ได้สนใจที่จะเรียนเพื่อให้ได้ปริญญา หากต้องการเรียนบางวิชาที่ตนเองสนใจเท่านั้น เสร็จแล้วก็กลับไปบ้านอีกครั้ง ที่นั่นเขาได้ทำงานเป็นหัวหน้าภาควิชาเคมีในวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัย เบลสเตท (Ball State University)  

มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อมีดโกนหมวดของเขาประสบปัญหาเกิดสนิม เขาจึงได้พัฒนาเหล็กกล้าที่ทนต่อการเกิดสนิม และคิดกันว่าน่าจะประสบความสำเร็จในปี ค.ศ 1911 และในช่วงปี 1911-1914 นั้นเองก็มีชาวอเมริกาอีกสองคน คือ เบคเคท และ ดันท์ซิเซน (Becket and Dantsizen) ได้ศึกษาและพัฒนาสเตนเลสเฟอร์ริติก ที่มีโครเมียมผสมระหว่าง 14-16% และ คาร์บอน 0.07-0.15 %

 

ค.ศ. 1912           แฮร์รีย์ เบรียรเลย์ (Harry Brearley) เกิดที่เมือง สเซฟฟิลด์ (scheffield ) ประเทศอังกฤษ มีชีวิตอยู่ในช่วง 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1871 – 12 สิงคมคม ค.ศ.1948

เมื่อตอนเด็ก แฮร์รีย์ตัดสินใจเดินออกจากโรงงานตอนอายุ 12 ปี เพื่อสมัครเข้าเป็นผู้ใช้แรงงานในโรงงานทำเหล็กแห่งหนึ่งในเมืองสเซฟฟิลด์ จากนั้นค่อยๆต่ายเต้าขึ้นเป็นผู้ช่วยงานในห้องปฏิบัติการทดลองทางเคมีของโรงงานนั้น ทำงานอยู่ที่นี่หลายปี จนมีความรู้มากขึ้น และศึกษาเพิ่มเติมที่บ้านด้วยทำให้ แฮร์รีย์ เรียนรู้เทคนิคในการผลิตและเทคนิคในการวิเคราะห์เชิงเคมีเป็นอย่างมาก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1908 เมื่อบริษัท เชิดฟิล์ดพรินซิเบิน สตีลเมกเกอร์ (Sheffield’s principal steelmaking) ร่วมทุนกับ ห้องปฏิบัติการทดสอบบราวน์ เฟิร์ด (Brown Firth Laboratories) แฮร์รีย์ได้รับเชิญให้เป็นหัวหน้าโครงงานนี้

ในปี 1912 ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โรงงานเหล็กที่แฮร์รีย์ทำงานอยู่ขยายตัวเป็นอย่างมาก แต่กับมีปัญหาการผลิตตัวลำกล้องปืน เพราะผิวของลำกล้องปืนเกิดการกัดกร่อน ดังนั้นเบรียรเลย์ จึงเริ่มทำการคิดค้นหาเหล็กกล้าชนิดใหม่ที่ทนต่อการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูงได้ดี เขาเริ่มจากการทดสอบเพิ่มธาตุโครเมียมเข้าไปในเหล็กกล้า ซึ่งทราบดีว่าจะทำให้เกิดจุดหลอมเหลวสูงขึ้นกว่าจุดหลอมเหลวของเหล็กคาร์บอน การทดลองครั้งนี้ เขาพยายามควบคุมคาร์บอนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก และทดสอบโครเมียมอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ  6 – 15 โดยน้ำหนัก จากนั้นเขาเตรียมที่จะถ่ายภาพโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าที่ทดลองซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติเชิงกล ด้วยเหตุนี้เขาต้องทำการขัดผิวและกัดกรดชิ้นงานก่อน โดยปกติสำหรับเหล็กคาร์บอน มักจะใช้กรดไนตริกผสมแอลกอฮอร์เป็นตัวกัด แต่ครั้งนี้ เบรียรเลย์พบว่าเหล็กกล้าชนิดใหม่นี้ทนต่อการกัดของกรดเป็นอย่างมาก

เบรียรเลย์ได้นำเหล็กกล้าชนิดใหม่นี้ไปทดลองผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พวก มีด กรรไกร และใช้งานได้ดีจนเป็นที่พอใจ ไม่เพียงแต่สามารถใช้งานได้ดีที่อุณหภูมิสูงเท่านั้น เหล็กใหม่นี้ยังนำไปผลิตเป็นเครื่องครัวอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้เบรียรเลย์จึงได้นำเหล็กกล้าใหม่นี้ไปทดสอบกับน้ำส้มเปรี้ยวและน้ำสมคั้นก็ให้ผลออกมาเป็นที่พอใจอย่างมาก

เบรียรเลย์เรียกเหล็กกล้าชนิดใหม่นี้ว่า “Rustless steel” แปลว่า “เหล็กกล้าไร้สนิม” ต่อมา เออร์เนส์ท สะทูอาร์ท (Ernest Stuart) เจ้าของโรงงานผลิตพวกเครื่องใช้คัดเตอร์รี ได้แนะนำให้เรียกชื่อใหม่ให้มีความไพเราะกว่าเดิมว่า “stainless steel” แปลว่า “เหล็กกล้าไร้ด่างพร้อย”

ในปี 1915 เขาได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นพบและการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมครั้งแรกด้วยเตาหลอมไฟฟ้า (electric furnance) เมื่อ 13 สิงหาคม 1913 หลังจากนั้น 2 ปี ในวารสาร เดอร์นิวยอร์กไทร์ (The New York Times) โดยเหล็กกล้าผสมนี้มีสัดส่วน คาร์บอนโดยน้ำหนักร้อยละ 0.24 และโครเมียมร้อยละ 12.8 ซึ่งผลงานในครั้งนี้เป็นผลให้เขาได้รับรางวัลเหรียญทองคำจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า ในปี 1920

การพัฒนาเหล็กกล้าสะดุดลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ปี ค.ศ. 1914 -1918) แต่หลังปี ค.ศ. 1920 ก็เป็นปกติเหมือนเดิม เบรียรเลย์ได้ลาออกจากห้องปฏิบัติการทดสอบบราวน์ เฟิร์ด (Brown Firth Laboratories) ในปี 1915 เนื่องจากปัญหาด้านการจดสิทธิบัตร แต่การทดลองก็ยังดำเนินต่อไปภายใต้การให้คำแนะนำจากศาสตราจารย์ ดร. ดับบิวเฮส ฮัท ฟิลร์ด (Dr. W. H. Hatfield) ซึ่งบุคคลนี้เองมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสเตนเลส 18/8 ก็คือเพิ่มส่วนสผมโครเมียม และนิกเกิลในเหล็กกล้า ในสัดส่วน โครเมียมร้อยละ 18 และ นิกเกิลร้อยละ 8

แฮร์รีย์ เบรียรเลย์ (Harry Brearley) ได้ร่วมทุนกับ เอลวูด เฮย์เนส (Elwood Haynes) ก่อตั้งบริษัท สเตนเลสอเมริกา (American stainless steel corporation) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ พิทสเบริกห์ เพนนิซิเวเนีย ผลิตสเตนเลสขายภายใต้ยี่ห้อ แอลลีจีนี (Allegheny metal) และ นิโรตา (Nirosta steel)

 

ค.ศ. 1913           แม็ค เมียวแมนน์ (Max Mauermann) มีชีวิตอยู่ในระหว่าง 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1868 – 1 กรกฎคม 1929 เกิดที่เมือง ทาร์โนวิทซ์ (Tarnowitz) เป็นเมืองใน แคว้นซิลีเซียอยู่ทางใต้ของประเทศโปแลน เขาศึกษาทางด้านเคมี หลังจบการศึกษาทำงานเป็นนักเคมีในห้องปฏิบัติการทดสอบที่โรงงานเหล็กเพล็คแมนน์ (steel works Bleckmann : Phoenix steel) ในเมือง ประเทศออสเตรีย เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการผลิตเหล็ก ได้เคยนำเสนอผลงานของเขาต่อสาธารณะในงานแสดงนิทรรศการที่เวียนนาว่า เขาได้ผลิตสเตนเลสสำเร็จขึ้นเป็นครั้งในปี 1912  เขาเสียชีวิตที่กรุงเวียนนา ที่ซึ่งเขาเป็นที่รู้จักในนาม แม็คซ์ เวลล์ (Max Wall Street man)

 

ค.ศ. 1913           เอกสารการล่าสัตว์และตกปลาของประเทศสวีเดนที่เผยแพร่ในปี 1993 ได้พูดถึงเหล็กกล้าสำหรับทำลำกล้องปืนซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสเตนเลสเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทางประ เทศสวีเดนจึงมีความเชื่อมั่นว่าแรกเริ่มในการผลิตสเตนเลสน่าจะเป็นประเทศเขา

 

 

ที่มา : www.siamstainless.com

   
   
   
แก้ไขเมื่อ :  24/10/13 - 10:00:am  View:  3205
 

QMS:TQ003
JIS No.
JQTH 08002
 
บริษัท ไทยเซเซน จำกัด
เราคือโรงงานผลิตลวดสแตลเลสคุณภาพสูงในประเทศไทย ผลิตเส้นลวดสแตนเลสสำหรับใช้งานทั่วไป ลวดสแตนเลสสำหรับทำน๊อตสกรู ลวดสแตนเลตสำหรับตะข่าย ลวดสแตนเลสสำหรับทำสปริง ลวดสแตนเลสสำหรับงานเชื่อมหรือลวดเชื่อม
ที่อยู่ นิคมอุตสาหกรรมบางปู เลขที่ 533 หมู่4 ซอย8 ตำบลแพรกษา อำเภอเมือง จ.สมุทรปราการ 10280 ประเทศไทย
ติดต่อ : คุณ นิตยา อีเมล์ : nitaya@t-seisen.com  TEL.02 324 0414-6 ต่อ 115 FAX : 02 324 0419